การเขียนบทภาพยนตร์ชวนหัวเราะ

 

ตั้งแต่สมัยกรีก กลุ่มละครสุขนาฏกรรม (Comedy) มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและมีจุดร่วมที่น่าสนใจ และมีความต่างในการพัฒนาแยกย่อยออกไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต่างก็มีลักษณะร่วม คือเน้นการใช้สื่อที่ดูง่ายๆ สบายๆ เข้าถึงคนดูได้ทุกเพศ ทุกวัย และพาสารที่ต้องการไปยังคนดูได้ชะงัดนัก

การเขียนถึงเรื่องสนุกสนาน ไม่ใช่การเล่นตลก ไม่ใช่การพยายามให้ผู้อื่นหัวเราะด้วยคำพูดหรือการแสดงออกของเราแต่เพียงถ่ายเดียว หลายครั้งความพยายามจงใจให้ตลกกลับทำให้ ขาดน้ำหนักของเรื่องราวในบทภาพยนตร์ ไปจนถึงทำให้ทั้งเรื่องนั้นไม่ตลกเอาเสียเลย ซึ่งการพัฒนาบทภาพยนตร์ให้ดีได้นั้น ไม่สามารถมองเพียงแค่เอาแต่หัวเราะได้เท่านั้น เพราะภาพยนตร์นั้นๆ ยังต้องถูกเก็บไว้มาฉายซ้ำในรูปแบบต่างๆ




ความพยายามที่จะสร้างหนังขึ้นมานั้น นายทุนต้องการหนังตลกที่คนดูอยากเสียตังค์เข้ามาดู แต่ในฐานะคนเขียนบท คุณต้องทำงานมากกว่านั้น นอกจากคนดูจะต้องอยากเข้ามาดูแล้ว เมื่อกลับออกไปยังคงได้ความรู้สึกหรืออะไรใหม่ๆจากหนังกลับไปด้วย หรือแม้กระทั่งการทำให้เขาอยากกลับมาดูมุขต่างๆในหนังดำเนินไปอีกรอบหนึ่งเป็นอย่างน้อย

จุดแรกของการเขียนบทภาพยนตร์ชวนหัว....เราะ ควรเป็นการทำความเข้าใจต่อทัศนคติที่มีต่อการเขียนบทภาพยนตร์ในแนวทางนี้ก่อน นั่นคือการเล่าเรื่องออกมา โดยมุมมองของตนเองอย่างมีอารมณ์ขัน กล่าวคือไม่ใช่แค่เป็นการเล่าเรื่องตลก แต่เล่าเรื่องอะไรก็ได้ ด้วยสายตาของความสนุกสนานอารมณ์ดี

เช่นการเล่าเรื่องของผู้หญิงขายบริการ (ซึ่งน่าจะเครียด หรือ น่าสงสารเห็นใจกันมากกว่า) แต่เรากลับเล่าด้วยมุมมองของความขบขันเรื่องทั้งหมดก็จะกลายเป็นเรื่องชวนหัวได้ โดยถ้าเราเพิ่มดีกรีความขันขื่นเสียดสีลงไปมันก็จะกลายเป็น แบล็คคอมเมดี้(Black comedy)

หรือถ้าเราเน้นสีสันของความหวังในการเป็นผู้หญิงขายบริการและเป็นมุมมองที่เห็นความสนุกสนานในชีวิตพวกเธอได้ ก็จะกลายเป็นคอมเมดี้ที่ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าคอมเมดี้(เช่นการเป็นสาวขายบริการในเรื่อง นางสาวกำไก่ หรือ golden chicken) หรือ โรแมนติกคอมเมดี้ (อย่างกรณีของสุดสวยปากกว้าง ใน Pretty Woman) หรือถ้าเน้นแบบตลกกันขำกลิ้งในสถานการณ์การขายบริการของพวกเธอที่เจอคนหลายร้อยประเภท ก็จะเป็นตลกสัปดน หรือ ตลกแบบ farce (ตลกแบบดาดๆ ไม่ได้แปลว่าตลกธรรมดาทั่วไป แต่เป็นพวกตลกท่าทาง ตลกสังขาร แต่ยังไม่ถึงขั้น ตลกแบบตีหัว เอาถาดวิ่งไล่ฟาด ซึ่งเรียกกันว่า Slapstick ) ก็ยังได้ แล้วแต่มุมมองของการเล่าให้เป็นเรื่องออกมาของคุณนั่นเอง....

เหมือนจะไม่ได้พูดแต่ก็คล้ายว่าได้พูด การเขียนบทแนวนี้เริ่มแรกคุณจะต้องมีใจให้กับมันเสียก่อน อย่าคิดว่าตนเองไม่มีมุขตลกแล้วจะเขียนไม่ได้ ความรู้สึกที่มีต่อโลกของคุณในด้านดีและมองมันอย่างมีความหวัง สนุกสนาน ไม่เคร่งเครียดเกินไป เหล่านี้เป็นวัตถุดิบที่ใช้ได้ในการเขียนเรื่องตลก แม้ว่าจะเป็นแบล็คคอมเมดี้ก็ตาม ก็ในเมื่อคุณรู้ว่าต่อให้เรื่องที่ดูเป็นหายนะมากที่สุดแต่คุณสามารถบิดมันให้กลายเป็นเรื่องตลกด้วยมุมมองอื่น คุณก็ไม่ต้องกลัวแล้วล่ะ ว่าจะเขียนเรื่องตลกแบบไหนๆไม่ได้....
ลองดูสิครับ หยิบปากกา คว้าแป้นพิมพ์เข้ามาใกล้ เริ่มพิมพ์เริ่มเขียนไปอย่างที่คุณคิดว่าท้าทายในการเป็นเรื่องตลก เช่น คุณกำลังอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วรถติดไม่ขยับเลยบนทางด่วน เรื่องตลกจะเกิดขึ้นบนนั้นได้อย่างไร นั่งลิสต์ไปเรื่อยๆ ถึงสิ่งที่เป็นไปได้อยู่บนความจริงที่จะเกิดขึ้นบนนั้น แล้วต้องเป็นเรื่องขำขันด้วย และอีกด้านหนึ่งลิสต์สิ่งที่คุณคิดว่าแปลกที่สุดและไม่น่าเกิดขึ้นได้เอาให้เพี้ยนที่สุดเท่าที่จะคิดได้ เขียนออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะหามาได้(อาจจะถามคนอื่นด้วยก็ได้) เสร็จแล้วนำทั้งหมดมาผสมรวมกันคัดเอาแต่สิ่งที่คุณชอบจาก สองฝั่งมาผูกเป็นเรื่องเดียวกันให้ได้ (ซึ่งการผูกเรื่องให้ดีและสนุกได้นั้นเป็นความสามารถที่สอนกันไม่ได้ แต่บ่มเพาะกันได้ คุณสามารถเขียนให้คนอ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าคนสักจำนวนมากพอควรเห็นตรงกันว่าเริ่มใช้ได้นั่นล่ะ ก็เป็นตัววัดที่ใช้ได้พอควรทีเดียว)

นั่นล่ะครับ หลังจากมันเสร็จ คุณกำลังได้พล็อตเรื่องตลกเรื่องแรกจากสถานการณ์ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องตลกได้เลย หลังจากนี้คุณก็ลองทำซ้ำกับสถานการณ์อื่นๆ หรือ สถานที่อื่นๆ เช่นในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง จะมีอะไรสนุกๆเกิดขึ้นได้บ้าง ผมเชื่อว่าทุกคนก็มีมุมของความสนุกของตัวเอง ไม่แน่ว่าเราจะแพ้หนังตลกมัธยมปนเซ็กซี่หลายเรื่องที่เพิ่งลาโรงไปสักพักใหญ่กันนั่นหรอก ผมเชื่ออย่างนั้น..... คุณทำได้ครับ :)

edit @ 28 Dec 2009 12:22:03 by วราภรณ์ แก้วพวง

Comment

Comment:

Tweet